ออกกำลังกายอย่างไร เพื่อรับมือก่อนวันนั้นของเดือน

บทความสุขภาพ
เคยได้ยินความเชื่อเรื่องโยคะบ่อย ๆ ว่าช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้บ้างไหมคะ คุณได้ยินถูกต้องแล้วค่ะ โยคะช่วยบรรเทาอาการปวดท้องวันนั้นของเดือนได้เป็นอย่างดี สาวๆ คงจะแอบสงสัยว่าแล้วอาการปวดท้อง (ของชั้น) เกิดจากอะไรหนอ แล้วโยคะมันไปช่วยให้หายปวดได้อย่างไรกัน อย่าเพิ่งงงงวยกันไปใหญ่ วันนี้เรามีเรื่องราวโยคะกับประจำเดือนมาฝากให้หายข้องใจกันค่ะ

อาการปวดท้องขณะมีประจำเดือนถือเป็นเรื่องปกติ แต่สาวน้อยทั้งหลายอาจปวดมากถึงมากที่สุดบางคนอาจจะปวดจนเป็นลมเลยก็มี และสาเหตุของอาการปวดท้องก็มาจากหลายสาเหตุ เช่น ความไม่สมดุลของฮอร์โมน ตำแหน่งของมดลูกที่อยู่ต่ำกว่าปกติ ความเครียดจากากรงาน หรือแม้กระทั่งความอ้วนก็เป็นสาเหตุของอาการปวดท้องได้เช่นกันนะคะ ดังนั้นเราจะต้องเตรียมพร้อมบริหารร่างกายกันตั้งแต่เนิ่นๆ ในช่วงที่ประจำเดือนเพิ่งหมดไป ทำต่อเนื่องสักสามสัปดาห์ แค่นี้อาการปวดท้องระหว่างมีประจำเดือนก็จะเบาบางลงไปได้ค่ะ

1. ท่าธนู
ให้สาวๆ นอนคว่ำราบไปกับพื้น จากนั้นให้งอเข่าขึ้นชี้ฟ้า แล้วเอามือรวบข้อเท้าไว้ เกร็งหน้าท้องพร้อมหายใจเข้า ขณะที่ยกขาและทรวงอกขึ้นค้างไว้สักครู่ พร้อมเหยียดแขนไปนสุด ตามองตรงไปข้างหน้าพร้อมปล่อยจิตให้ว่าง ท่านี้ช่วยฝึกให้หน้าท้องแข็งแรง และมดลูกเกร็งแข็งแรงขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ ให้สาวๆ ค้างท่านี้ไว้พร้อมกับนับ 1-15 ก็พอ

2. ท่าสามเหลี่ยม
เป็นอีกท่าหนึ่งที่แนะนำ เพราะช่วยลดอาการเครียด ช่วยให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น อีกทั้งช่วยลดอาการปวดประจำเดือน กระตุ้นการทำงานของอวัยวะในช่องท้อง และช่วยยืดกล้ามเนื้อหลังและไหล่อีกทั้งช่วยบริหารขาให้แข็งแรงด้วยค่ะ เรียกได้ว่าเป็นท่าที่ได้ประโยชน์มากมายยิ่งนัก เหมาะกับสาวๆ ที่มีเวลาจำกัดเป็นอย่างยิ่งค่ะ

ยืนแยกขาทั้งสองข้างให้พอกับระดับไหล่ ค่อยๆ ก้มตัวลงไปช้าๆ แล้วเอามือแตะที่พื้น หรือเสื่อโยคะ พยายามควบคุมขาและแขนให้ตึงพร้อมกับเกร็งท้องไว้ กำหนดลมหายใจเข้าออกพร้อมกับค้างท่านี้ไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ โดยให้ตาให้มองไปที่หัวแม่โป้งเท้า หรือมองลอดใต้ขาไปไกล ๆ

3. ท่าหน้าวัว
เป็นท่าที่ทำง่าย ๆ สำหรับมือใหม่หัดโยคะที่ช่วยให้กล้ามเนื้อช่วงบนอันได้แก่ แขน ไหล่ หลังและหน้าท้อง คลายตัวได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอาการปวดต้นคอ ปวดหลัง ปวดประจำเดือนได้อีกด้วยนะค่ะ

เริ่มต้นด้วยการนั่งในท่าคลาน ให้ฝ่ามือหัวเข้าและหลังเท้าติดพื้นไว้ด้วยค่ะ จากนั้นให้ยกขาซ้ายสอดเข่าซ้ายไปด้านหลังเข่าขวา แยกเท้าทั้งสองให้กว้าง แล้วหย่อนก้นนั่งระหว่างเท้าทั้งสองข้าง ตามมาด้วยการนั่งในท่าเท้าไขว้ แล้วให้เท้าขวาทับบนเท้าซ้ายโดยให้ส้นเท้าขวาใกล้สะโพกซ้ายมากที่สุดและส้นเท้าวางบนพื้น ส่วนเท้าซ้ายก็ให้วางใกล้สะโพกมากที่สุดเช่นกัน และปิดท้ายด้วยให้เข่าซ้ายวางบนพื้น ขณะหายใจเข้าให้ยกมือขวาเอื้อมไปจับกับมือซ้าย ค้างท่านี้ให้นานเท่าที่ลมหายใจเข้า เมื่อเริ่มหายใจออกก็เปลี่ยนท่าสลับข้าง

หากยังไม่เชี่ยวพอและไม่สามารถเอามือทั้งสองข้างมาประสานกันได้ แนะนำให้เอาผ้าขนหนูมาช่วยพยุงแขนทั้งสองข้างแทนการเอาแขนมาติดกันนะคะ และทำหลายๆ ทีเข้า จะพบว่ามันสามารถทำได้อย่างง่ายดายค่ะ

เอะอะก็แพ้ 9 สิ่งที่คุณอาจแพ้โดยไม่รู้ตัว

9 สาเหตุของอาการแพ้ ใกล้ตัว ที่คุณอาจนึกไม่ถึง มาดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง

หลายๆ ท่านที่แพ้ขนสุนัขหรือขนแมวอาจจะไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ยังมีสัตว์อีกหนึ่งประเภทที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ นั่นก็คือ สัตว์เลื้อยคลาน เป็นอีกหนึ่งตัวร้ายที่ทำให้หลายๆ คนต้องแพ้เพราะมีโปรตีนบางชนิดบนผิวหนังของสัตว์เลื้อยคลายที่เป็นอันตรายต่อภูมิคุ้มกันของมนุษย์ สำหรับผู้ที่แพ้สัตว์เลื้อยคลานอาจจะเกิดอาการคันตา น้ำมูกไหล หรือเป็นหอบหืดได้

การออกกำลังกาย
ออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ดีแต่หลายๆ ท่านอาจกำลังสับสนในเรื่องการออกกำลังกายที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ และการออกกำลังกายที่ก่อให้เกิดอาการหอบหืด สำหรับการออกกำลังกายที่ก่อให้เกิดอาการแพ้นั้นมักจะเกิดขึ้นจากอาหารที่ได้กินไปก่อนหน้านั้นด้วย เช่น อาหารทะเล ผักบางชนิดเช่น เซเลอรี และชีส สำหรับผู้ที่กินอาหารเหล่านี้ไป และเมื่อได้เริ่มออกกำลังกายแล้วจึงมีอาการแพ้ที่ผิวหนังและระบบทางเดินหายใจ ดังนั้นอย่าลืมระวังของที่กินก่อนไปออกกำลังกายกันนะคะ

แพนเค้ก
ฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่แพนเค้กแสนอร่อยกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ นอกจากส่วนผสมบางชนิดในแป้งแพนเค้กที่อาจทำให้คนแพ้ได้แล้ว ยังมีโรคอีกหนิดที่เรียกว่า Pancake Syndrome ซึ่งเป็นอาการแพ้อย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นตามหลังการกินอาหารที่ทำจากแป้งสาลีที่มีการปนเปื้อนจากไรเล็กๆที่อาศัยอยู่กินในแป้ง ดังนั้นใครที่อยากกินแพนเค้กอย่าลืมใช้แป้งที่สดใหม่ทำนะคะ

ถุงยางอนามัย
บางท่านที่มีอาการแพ้ลาเท็กซ์ก็จะหนีไม่พ้นอาการแพ้ถุงยางอนามัยซึ่งทำมาจากลาเท็กซ์ด้วยเช่นกัน ใครที่มีอาการแบบนี้อย่าลืมปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางป้องกันเพิ่มเติม

เหงื่อ

เป็นอีกหนึ่ง สาเหตุของอาการแพ้ ประเทศเราที่มีอากาศร้อนชื้นแบบนี้ทำให้เหงื่อออกได้ง่าย และบางคนอาจจะมีอาการแพ้เหงื่อตัวเอง โดยโรคที่แพ้เหงื่อตัวเองนั้นจะเรียกว่า Cholinergic Urticaria ผู้ที่มีอาการจะมีผื่นคัน แต่อาการมักจะไม่รุนแรงและหายได้เองหลังจากได้ชำระร่างกายให้สะอาดและอยู่ในที่เย็น

ผ้าขนสัตว์
ขนสัตว์เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทราบกันดีว่ามักจะก่อให้เกิดอาการคันอยู่แล้ว แต่นอกเหนือจากผิวสัมผัสแล้วยังมีสารบางประเภทในขนสัตว์เช่น ไขจากขนแกะก็อาจก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้อีกด้วย

เครื่องประดับ
สาวๆ ที่ชอบใส่เครื่องประดับต้องฟังไว้ เพราะการซื้อเครื่องประดับบางชิ้นที่ไม่ได้มาตรฐานอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ได้ เพราะเครื่องประดับราคาถูกบางชนิดมักจะมีการผสมธาตุนิกเกิ้ลลงไปซึ่งจะทำให้เกิดผื่นแดงกับผู้สวมใส่ได้

แอลกอฮอล์
แอลกอฮอล์บางชนิดมีการผสมซัลไฟต์ที่เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคหอบหืดได้ โดยผู้ที่มีอาการแพ้แอลกอฮอล์และซัลไฟต์มักจะมีอาการน้ำมูกไหล ไอ หรือจามหลังจากดื่มแอลกอฮอล์

ผลไม้ที่มีเกสร
ใครที่เริ่มมีอาการปากบวมหรืออาการคันหลังกินผลไม้บางชนิดต้องระวังให้ดี เพราะนั่นเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอาการแพ้เกสรจากผลไม้ ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะเกิดกับผู้ที่มีอาการแพ้เกสรดอกไม้อยู่แล้ว หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่มักจะมีอาการแพ้บ่อยๆ ควรจะระวังเป็นพิเศษเรื่องอาหารการกิน หรือการแตะต้องสัมผัสกับสิ่งต่างๆ และหากเริ่มมีอาการแพ้ที่ไม่ทราบสาเหตุและเริ่มเป็นหนักแล้วล่ะก็ อย่าลืมไปหาคุณหมอเพื่อขอคำแนะนำและการรักษานะคะ

การนอนคือสิ่งสำคัญ นอนอย่างไรถึงจะดี

สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตของเราคือการนอน ซึ่งถือว่าเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด และมีผลอย่างมากต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตประจำวันของเรา โดยการนอนแบ่งออกเป็น 2 วงจร ซึ่งจะเกิดขึ้นสลับกันไปในแต่ละคืน

  1. Non-Rem Sleep คือ ช่วงของการหลับตื้นไปจนถึงหลับลึก
  2. Rem Sleep คือวงจรที่กล้ามเนื้อต่างๆ หยุดทำงานหมดยกเว้น หัวใจ กระบังลม กล้ามเนื้อตาและกล้ามเนื้อเรียบ ซึ่งเป็นช่วงที่ฝันเป็นเรื่องเป็นราว โดยการนอนแบบนี้จะเกิดขึ้นในช่วงหลังของการนอนเป็นเหตุให้ฝันบ่อยๆในช่วงเช้ามืด

โดยการนอนที่ดีนั้นจะต้องมีทั้ง 2 ช่วง สลับกันไปในแต่ละคืน นอกจากนี้เรามักจะได้ยินคำถามที่ว่า ต้องนอนมากแค่ไหนถึงจะเรียกว่า “นอนอย่างเต็มที่” ซึ่งจริงๆแล้วในส่วนของเวลาการนอนนั้นไม่มีคำตอบเป็นข้อมูลที่ชัดเจน สิ่งที่หลายๆ คนรู้มาจากตามเว็บไซต์หรือจากแหล่งอื่นๆ คือ ค่าเฉลี่ย ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 6-8 ชั่วโมง แต่ทั้งนี้บางคนอาจนอนเพียงแค่ 5 ชั่วโมง ในขณะที่บางคนอาจใช้เวลานอนถึง 10 ชั่วโมง จึงจะรู้สึกสดชื่น สิ่งที่เป็นตัววัดว่าเรานอนอย่างเต็มที่หรือไม่นั้นคือการที่เราตื่นมาแล้วรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายคนที่มักจะมีปัญหาการนอนไม่หลับหรือมีอาการสะดุ้งตื่นกลางดึก ซึ่งอาจเกิดจากการเป็นโรคต่างๆ เช่น โรคซึมเศร้า หรืออาจมีการใช้แอลกอฮอล์ สารเสพติดบางชนิด ส่งผลให้การนอนไม่ราบเรียบอย่างที่ควร

อาการเหล่านี้สามารถรักษาได้แต่ต้องตรวจสอบสาเหตุว่าเกิดจากอะไร เช่น คนไข้บางรายนอนกรนมากผิดปกติส่งผลให้นอนไม่หลับ ต้องรักษาโดยการใส่เครื่องช่วยหายใจระหว่างการนอนเพื่อให้นอนหลับได้สนิทมากขึ้น หรือหากเกิดจากการใช้ยาหรือแอลกอฮอล์ก็ควรจะเลิกใช้ นอกจากนี้การฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การจัดตารางการนอนให้เหมาะสม และงดดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีสารคาเฟอีนก็เป็นอีกวิธีที่จะทำให้นอนหลับสนิทมากยิ่งขึ้น